พัฒนาตัวเองด้วยรูปแบบ 70:20:10

ครูพี่หนิง Career Mentor

พัฒนาตัวเองด้วยรูปแบบ 70:20:10

การพัฒนาตัวเองในรูปแบบของ 70 : 20 : 10 Model หลายๆคนถ้าไม่ใช่เป็น HR ก็อาจจสงสัยกับรูปแบบโมเดลแบบนี้ ซึ่งจริงๆแล้วก็มีการนำมาใช้แล้วในเมืองไทยค่อนข้างนานแล้วเหมือนกัน ซึ่งพวกเราชาว HR ก็จะรู้จักกันดีเวลาที่เราจะพัฒนาเรื่องของกลยุทธ์การพัฒนา ในองค์กรเราก็ต้องวางแผนในเรื่องของรูปแบบการเรียนรู้ของคนในองค์กร เช่นกัน 1 รูปแบบที่ชาว HR หรือนักบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะนำมาใช้ก็คือ 70:20:10 Model

สำหรับคนที่ไม่รู้จัก ไม่ต้องกังวล เรามาทำความรู้จักกันว่าโมเดลนี้คืออะไร? มีมีต้นกำเนิดเกิดจาก Morgan McCall , Robert Eichinger และ Michael Lombardo แห่ง Centre For Creative Leadership ซึ่งทั้งสามท่านนี้ได้ออกแบบแนวทางในการเรียนรู้ของคนในองค์กร ว่าการที่จะพัฒนาพนักงานในองค์กรหรือผู้บริหาร สามารถใช้รูปแบบการพัฒนาจากการเรียนรู้ได้สามช่องทาง

70%
20%
10%

10% : การเรียนรู้ในห้องเรียนหรือคลาสรูม

20% : การเรียนรู้โดยมีโค้ชหรือพี่เลี้ยงคอยกำกับ

70% : การเรียนรู้โดยการฝึกทำ ฝึกปฏิบัติ เกิดประสบการณ์จริงจากการที่ได้ลงมือทำจริง จะเห็นว่ารูปแบบของการเรียนรู้แบบนี้ ในองค์กรมักจะมาออกแบบว่าจะจัดตั้งงบประมานอย่างไร จะจัดสรรเวลาอย่างไรที่จะทำให้คนหนึ่งคนได้เกิดการพัฒนาตัวเอง ให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรได้

ครูพี่หนิงได้เอาแนวคิดนี้มาประยุกต์กับตัวเองด้วยเหมือนกัน ครูพี่หนิงมองดูว่าถ้าเราจะเก่งขึ้น หากเราได้ออกแบบรูปแบบของการพัฒนาตัวเองด้วย 70 , 20 ,10 ก็คงจะดี

ขอยกตัวอย่าง ในการพัฒนาตัวเองของครูพี่หนิงก็คือว่า ครูพี่หนิงชอบเรียนหนังสือ คือพาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องฝึกอบรม ถ้าเราไปเรียนในห้องฝึกอบรมเยอะๆ หนึ่งเรื่องที่เราจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจนิดๆ ก็คือเรื่องของเวลา เพราะงั้น Model ของ 10% ของการเรียนรู้ในห้องเรียนพี่หนิงก็เลยมองดูว่าเราไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านการพาตัวเองไปอยู่ในห้องเรียนหรอก เราสามารถจัดสรรการเรียนรู้ได้โดยการที่เราอยู่ที่บ้าน เรียนผ่านออนไลน์ หรือ ค้นหาใน YouTube แล้วก็เรียนรู้ก็ได้ เพราะงั้นมุมมองของการเรียนสดในห้องเรียนในสมัยใหม่นี่ จะสังเกตว่าเริ่มลดลงเข้าไปเรื่อยๆ แล้วก็มีการเรียนรู้โดยผ่านการเรียนหลักสูตรออนไลน์ค่อนข้างเยอะทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะเวลาที่ใครอยากจะพัฒนาตัวเอง การที่จะเอาเวลา เอาเงินไปเรียนสำหรับการเสียเงินในห้องเรียน อาจจะต้องลองดูแนวคิดหรือแนวทางการพัฒนาตัวเองในรูปแบบใหม่ๆ ที่ทำให้ตัวเองก็สามารถพัฒนาตัวเองได้แต่ว่าอาจจะต้องบริหารจัดการเวลาให้ดี

ส่วนอีก 20% สำหรับครูพี่หนิงคืออย่างที่ในโมเดลนี้ เขาบอกว่า เราควรจะมีโค้ช หรือเราควรจะมีพี่เลี้ยง ใช่มั้ย... คือถึงแม้เราจะเติบโตแค่ไหนก็แล้วแต่ การที่เรามีโค้ชแล้วก็พี่เลี้ยง จะทำให้เราสามารถค้นพบ เรียกว่าขุมทรัพย์ในตัวเอง แล้วก็พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ การมีพี่เลี้ยง มีคนคอยแนะนำ พี่เลี้ยงกับโค้ชต่างกันยังไง พี่เลี้ยงคือ คนที่เขาอาจจะบอกเราด้วยวิธีการต่างๆ How To คือ เขาเคยประสบความสำเร็จหรือเขาเคยทำงานงานชิ้นนั้นได้อย่างไร หรือเขาเคยมีประสบการณ์อย่างไรเขาก็จะสอนแบบที่หรือแนะนำวิธีการแบบที่เขาเคยทำแล้วประสบความสำเร็จให้ เมื่อได้รับรู้รับทราบแล้วก็สามารถจะมีแนวทางในการทำงานหรือทำกิจกรรมนั้นได้ดีและเร็วขึ้น


ส่วนโค้ช คือคนที่เห็นว่าเรามีศักยภาพในตัวเองในบางเรื่อง แต่บางครั้งก็ใช้ศักยภาพนั้นไม่เต็มที่ หรือบางครั้งก็หลงลืมหรือว่าติด บล็อคในการไม่กล้าจะไปทำอะไรต่อ เพราะว่าความกลัวบ้างล่ะ ความที่ไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญได้ หรือบางครั้งเราก็ตกหลุมพรางบางอย่างที่จะทำให้เราอยู่จุดเดิม และไม่สามารถที่จะใช้ศักยภาพตัวเองอย่างเต็มที่ได้ หลายคนเลยมีคำพูดว่าโค้ชเปลี่ยนชีวิต ทำไมโค้ชถึงเปลี่ยนชีวิต เพราะว่าเขาจะกระตุ้นให้คิดหาวิธี หาทางเลือก หาทางออกด้วยตัวของเราเอง แล้วเราก็จะมีตั้งใจ เป็นเจ้าของ ในสิ่งที่เรากำลังตั้งเป้าหมายหรือทางเลือกนั้น เพื่อให้แนวทางนั้นประสบความสำเร็จ เพราะจะสังเกตได้ว่าจากโมเดล 20% นั้นควรจะมีโค้ช นั่นคือควรจะหาใครสักคนมาอยู่ข้างๆหรือพาตัวเองไปอยู่กับคนที่เป็นโค้ชหรือเป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้มีแนวทางในการที่จะพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น

ครูพี่หนิงขอเล่าจากประสบการณ์ตรงนะ พี่หนิงมี อาจารย์ณรงค์วิทย์ แสนทอง เป็นทั้งโค้ชแล้วก็เป็นพี่เลี้ยง และมีอาจารย์หลายๆท่านที่ ครูพี่หนิงเคารพ หลายๆท่านได้พยายามช่วยกระตุ้นที่ทำให้พี่หนิงได้ใช้ศักยภาพตัวเองในหลากหลายทางมาก จนถ้าเราย้อนกลับไปดูในเวลาที่พี่หนิงออกมาจากการทำงานประจำและมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์ จะพบว่าพี่หนิงเองก็ได้ขุดขุมทรัพย์ในตัวเองหลายๆเรื่องมาก ที่จะพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดดมากๆ เพราะงั้นในหนึ่งเรื่องที่หลายๆคนที่จะไปหาโค้ชหรือพี่เลี้ยงได้ที่ไหน ลองพาตัวเองไปอยู่ในห้องสัมมนา ลองพาตัวเองไปพบกับกูรูหรือผู้เชี่ยวชาญที่เราเคารพและศรัทธา แล้วก็ขอฝากเนื้อฝากตัว ตัวเองไปเป็นลูกศิษย์หรือไปเป็นโค้ชชี่ ก็จะทำให้ใน 20% นี้คุณจะเห็นพัฒนาการของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น

สำหรับใน 70% สุดท้ายคือการเรียนรู้ที่เกิดจากกระบวนการ ที่เรียกว่าประสบการณ์จริงจากการลงไม้ลงมือทำสิ่งนั้น หลายครั้งเราเสียเงินไปเรียนมาหลากหลายวิชามาก พาตัวเองไปอยู่ในห้องสัมมนามาเยอะมาก แต่เราก็แค่เป็น Learner เป็นผู้เรียนรู้แต่ไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้จริงในการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลประโยชน์ต่างๆจากการที่เราใช้ความรู้นั้น สำหรับพี่หนิงเองจะบอกว่าหลายครั้งที่พี่หนิงพาตัวเองไปเรียน ก็มีบ้างที่บางครั้งไปเรียนเสร็จแล้วก็อาจจะหลงลืม ไม่ได้นำมาใช้ ก็รู้สึกเสียดายเงิน  แล้วก็เสียดายเวลา สิ่งหนึ่งที่ครูพี่หนิงจะบอกตัวเองเสมอเลยคือครูพี่หนิงไปเรียนอะไรมาแล้ว ต้องเห็นความสำคัญกับการนำความรู้ที่ไปเรียนรู้มา หรือประสบการณ์ที่เราไปทำเวิร์คช็อปร่วมมา แล้วเอากลับมาใช้จริงในการใช้ชีวิตของตัวเองหรือนำมาก่อให้เกิดประโยชน์หรือสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและผู้อื่นได้ เพราะงั้นจะเห็นว่า 70% เราเก่งขึ้นจากการที่เราต้องลองฝึกลองลงมือไม้ลงมือทำ อย่าแค่บอกว่าเดี๋ยวก่อนๆ เพราะว่าพอเดี๋ยวก่อนไปมากๆสิ่งที่เรียนรู้ก็จะหดหายไป และในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้เกิดการลงมือทำงานจริงไม่ได้เกิดการลองผิดลองถูกที่จะทำ ประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นๆก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะงั้นพี่หนิงเลยอยากจะมาเชิญชวนพวกเราลองพัฒนาตัวเองด้วยรูปแบบ 70:20:10

โดย 10 % คือการพาตัวเองไปเรียนรู้ในห้องสัมมนาหรือการเรียนผ่านออนไลน์เทียมมิ่งก็ได้ 20% ที่สอง ลองหาพี่เลี้ยงหาโค้ชที่เขาจะช่วยเราในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพในตัวเราได้และอีก 70% สุดท้ายคือ อย่าลืม...ต้องมีวิธีในการได้ฝึกทำ ได้ฝึกปฏิบัติในสิ่งที่เราเรียนรู้มาทั้งหมดนี้คือแนวทางในการพัฒนาตัวเองที่ครูพี่หนิงมาชวนพวกเราลองฝึกดู

ก่อนอ่านจบ ครูพี่หนิง ย้ำเลยว่า ใน People Insight เราต้องค้นพบตัวเองว่าเราชอบเรียนรู้และพัฒนาแบบไหน ซึ่งนำไปสู่ในเรื่องของการพัฒนาตัวเอง พัฒนาสายอาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือพี่หนิงเองก็เป็น โค้ชจุดแข็ง แล้วก็มีเพจที่อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนลองไปติดตาม คือ Career Mentor อยู่ในเฟสบุ๊ค ซึ่งเพจนี้ก็มีจะการแบ่งปันเนื้อหาในการพัฒนาตัวเอง พัฒนาการเรียนรู้ต่างๆ

086-983-4943

อ.พีรดา รุธิรพงษ์ (หนิง)

[email protected]

อ.พีรดา รุธิรพงษ์ (หนิง)

Socials