มุมมองเชิงลบ กลบข้อดี...

ทำอย่างไรดีหนอ?

ครูพี่หนิง Career Mentor

มุมมองเชิงลบ กลบข้อดี... ทำอย่างไรดีหนอ?

มุมมองเชิงลบ กลบข้อดี ทำอย่างไรดี หลายๆคนเวลาที่ไปสัมภาษ์งานเขามักจะถามเราว่า เรามีจุดเด่น มีจุดด้อยอะไร และเราก็มักจะตอบๆไป แต่จริงๆแล้วเวลาที่เราอยู่กับผู้คน เวลาเราอยู่ในครอบครัว เราอยู่กับเพื่อนๆที่ทำงาน หรือเวลาเราทำงานกับคนอื่น คุณรู้มั้ยสิ่งหนึ่งที่คุณอาจจะไม่รู้เลยถ้ามีใครบอกว่าเขาคิกกับคุณยังไง หรือคนบางคนเวลาที่เขามีมุมมองเชิงลบกับเรา เขาก็ไม่ได้แสดงออก เพราะเขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้บางทีพูดไป ก็จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาไม่ดีได้ แต่ในขณะที่คนบางคนเวลาเขารู้สึกไม่ดีกับคุณ เขาก็กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึก กล้าที่จะบอกคุณว่า มุมมองแบบนี้เรารู้สึกกับอยู่แบบนี้ เราไม่ชอบว่าตัวคุณมีนิสัยแบบนี้หรือมีการพูดจาแบบนี้ ครูพี่หนิงจะบอกว่าต้องขอบคุณเขาเลยนะ ที่เขากล้าบอกเราว่าเขามีมุมมองเชิงลบกับตัวเรายังไง เพราะว่าใครสักคนที่บอกเราว่าเขารู้สึกไม่ชอบเราเนี่ย เขายังอยากจะคบกับเราต่อ และในขณะเดียวกันเขาก็อยากเห็นเราดีขึ้น เพราะถ้าเกิดเขาคิดแบบนี้ได้ก็อาจจะมีคนอื่นที่คิดแบบนี้ในตัวคุณแบบนี้เหมือนกัน

แล้ว... อะไรที่ทำให้เกิดเป็นมุมมองเชิงลบของเราได้ สิ่งหนึ่งก็คือคุณต้องสังเกตตัวเอง เช่น คุณเป็นคนพูดแบบตรงไปตรงมา เพราะคุณมีแนวคิดในตัวเองว่า การคิดแบบไหนแล้วพูดแบบนั้น คิดความจริงใจ เพราะงั้นเวลาที่คุณจะพูดหรือคุณจะสื่อสาร คุณก็มักจะไม่เคลือบคำ ไม่แปลงคำพูดคุณมอว่าเป็นเรื่องดี แสดงถึงความเป็นคนจริงใจของคุณ แต่มุมมองในเชิงลบของคนอื่นที่มองต่อคุณก็คือว่า ทำไมคนๆนี้แรงจัง คำว่า 'แรงจัง' ในความรู้สึกของครูพี่หนิงก็คือเป็นคนที่พูดตรง ไม่คำนึงถึงชีวิตจิตใจของผู้ฟังเลย ไม่คำนึงถึงว่าคนอื่นเขาได้ยินแล้วเขารู้สึกยังไง แรงไปมั้ย!? พูดด้วยคำพูดอื่นก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้คำพูดแบบนี้ให้ทิ่มแทงจิตใจกันเลย นี่คือมุมมองในเชิงลบ

อีกแบบหนึ่งเป็นคนเงียบๆ ไม่กล้าแสดงออก ไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็น เป็นคนที่คล้อยตามคนอื่นตลอดเวลา มุมมองในเชิงลบคือ คนอื่นเขาอาจะมองว่าคิดอะไรทำไมไม่พูดออกมา คนอื่นก็อยากรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่ในหัว ชอบไม่ชอบก็บอกสิ  แต่คุณมองว่าการเก็บ เป็นการที่คุณไม่อยากจะมีปัญหากับคนอื่น การที่ไม่พูดเขาคงอยากจะลดความขัดแย้ง การไม่พูดเขาคงกลัวว่าคนอื่นจะไม่ชอบคุณ เพราะงั้นสิ่งเหล่านี้อาจทำให้บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ ซึ่งคนตรงหน้าคุณก็อาจจะอยากได้รับฟังความคิดเห็นของคุณ คิดยังไงก็พูดออกมาเถอะ เขารับฟังได้ เห็นมั้ยว่าบางครั้งเราเองก็ไม่รู้ว่าตัวเราทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับเรา

บางคนก็เป็นคนที่ค่อนข้างที่เวลาเจอคุยกับใคร ทำงานร่วมกับใคร ก็เป็นคนที่มีหลักการและเหตุผล เพราะงั้นสิ่งหนึ่งที่เรามักจะแสดงออกจากการเป็นคนที่มีหลักการและเหตุผลคือ เราต้องการข้อเท็จจริงจากเขา เราต้องการข้อมูลจากเขา ก็เลยเป็นการบี้ๆ ถามว่าที่พูดมาเอาข้อมูลมาจากไหน มีอะไรซัพพอร์ตหรือเปล่า? ดูน่าเชื่อถือมั้ย ซึ่งมุมมองแบบนี้ทำให้คนที่ทำงานร่วมกับคุณรู้สึกอึดอัด เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลก็ได้ คุยกันแบบเล่นๆ จะเอาอะไรนักหนา ต้องเสริ์จอากู๋ (google ) แล้วบอกว่าเอาแนวคิดมาจากตรงไหนยังไง เยอะไปหรือเปล่าแบบนี้

ตรงจุดนี้ ครูพี่หนิงก็เลยบอกว่า จริงๆ แล้วคุณบอกว่า การที่เรามีข้อมูลซับพอร์ตนี่ดีนะ เพราะทำให้เราไมพูดไปเรื่อยเปื่อย ทำให้เราดูเป็นคนที่เวลาคุยอะไรแล้วดูน่าเชื่อถือ ดูมีหลักการแต่คนที่เขาคุยงานกับคุณ คนที่เขาคุยเล่นสนุกๆ กับคุณ เขาอาจจะมีความรู้สึกว่า คุยกับคนนี้แล้วเหนื่อย เหนื่อยยังไงรู้มั้ย? ดูเป็นคนมีสาระตลอดเวลา ปล่อยวางบ้างก็ได้ ทำชีวิตให้มันดูสนุกบ้างก็ได้ คุณถูกคนอื่นมองคุณในเชิงลบแล้ว

โดยที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาก็ลดลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าไม่มีใครอยากคุยกับคุณ หรือคนบางคนก็เป็นคนที่คุยสนุกมาก เป็นคนที่พูดจาสนุกๆไปได้เรื่อยๆ เป็นคนที่ชอบชวนให้คนอื่นพูดคุย แหย่ให้คนนั้นหัวเราะสนุกสนาน ซึ่งจริงๆมันก็เป็นเรื่องดี  คนแบบนี้เป็นคนที่ใครอยู่ด้วยใกล้ๆแล้วก็มีความรู้สึกว่าฮาดี ชอบคนแบบนี้ เพราะงั้นเวลาที่คุณมีความรู้สึกว่ามีคนหลายคนบอกคุณว่าชอบคุณที่เป็นคนแบบนี้ ทำให้ลิมิตในตัวคุณ บางทีก็เยอะเกินไป บางสถานการณ์ควรจะเงียบๆ ไม่ควรจะสร้างอารมณ์ขัน ควรจะดูกาลเทศะนิดหนึ่งว่าใช่เวลาที่จะมาชวนพูดคุยสนุกสนานมั้ย เราทุกคนซีเรียสกันอยู่ กำลังแก้ปัญหากันอยู่ จริงจังนิดหนึ่งดีมั้ย เห็นมั้ยคุณคิดว่าชวนคุย จะได้ไม่เครียด ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ อย่าซีเรียสมาก แต่คนอื่นเขาอาจไม่ได้คิดเหมือนกับคุณ เพราะเขาจะคิดว่าคุณดูเป็นคนไร้สาระ ทุกคนกำลังต้องการความคิดเห็นในเชิงที่จะทำยังไงให้ปัญหาหมดไป ไม่ใช่ว่าเวลามานั่งเล่นสนุกสนาน แต่คุณคิดว่าไม่เห็นจะต้องจริงจังขนาดนี้ก็ได้  

คือมุมมองในเชิงลบที่บางทีคงมีใครไม่กี่คนหรอกที่จะบอกคุณว่าเขารู้สึกยังไงกับคุณ และเขาอยากให้คุณปรับอะไร เพราะงั้นพี่หนิงจะชวนพวกเราลองสังเกตตัวเอง และเป็นคนที่ต้องลองกล้าเปิดใจกับคนที่เราอยู่รอบๆตัว ลองแอบถามดูก็ได้ว่าเราทำงานร่วมกันมา แล้วเราก็สนิทกันระดับหนึ่งแล้วช่วยบอกหน่อยได้มั้ยว่าเราทำอะไรให้คุณไม่ชอบ เราทำอะไรให้คุณรู้สึกว่าไม่โอเค คุณมีมุมมองเชิงลบอะไรกับเรา เราอยากจะปรับตัวเราไม่อยากให้ความรู้สึกแบบนี้ก่อตัวมากขึ้นจนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขาลดลงจนวันหนึ่งรู้สึกเป็นลบขึ้นมา

ถ้าเราเปิดใจด้วยวิธีการแรกแล้วก็อาจจะเจอบางคนที่กล้าพูดเป็นข้อดี เจอบางคนที่มีความรู้สึกและตอบกลับมาว่า ไม่มีอะไรต้องเริ่มรู้สึกแล้วว่าอาจจะมีอะไรแปลกๆในความรู้สึกของเขา อีกประเด็นหนึ่งที่พี่หนิงอยากจะนำเสนอ ก็มีแบบประเมินที่พี่หนิงเองก็ได้นำเสนอให้กับคนที่สนใจอยากจะพัฒนาตัวเอง อยากรู้ว่าตัวเองเป็นคนมีบุคลิกลักษณะแบบไหน มีมุมมองเชิงลบแบบไหนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกต่อเราโดยที่บางทีเราก็ไม่ต้องไปถามเขา ทำให้เราเห็นว่าถ้าเราเป็นคนลักษณะแบบนี้เราอาจจะถูกมองในเชิงลบได้อย่างไร และเราจะมีแนวทางในการยอมรับและปรับตัวอย่างไร ก็สามารถเข้าไปเรียนรู้ในเพจเจอร์ที่ชื่อว่า DISC Assessment online จะมีหน้ารีพอร์ตหลังจากที่คุณได้สนใจอยากทำแบบกระเมินแล้วก็จะมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยและก็จะมีส่งกลับไปให้คุณ คุณก็จะสามารถรับทราบได้เลยว่าคนในลักษณะแบบคุณอาจถูกคนอื่นมองในเชิงลบได้อย่างไรบ้าง

"

ถ้าอยากเรียนรู้ ค้นพบตัวตนที่ใช่

นำไปสู่ในเรื่องของการพัฒนาตัวเองในสไตล์ที่ชอบหรืออาชีพที่ใช่

ก็มารับฟังและอยู่กับครูพี่หนิงได้

"

086-983-4943

อ.พีรดา รุธิรพงษ์ (หนิง)